ประวัติพริกไทยตรัง
ก่อนยางพาราจะเป็นพืชหลักของภาคใต้ พริกไทยเคยเป็นสินค้าส่งออกที่สร้างชื่อให้เมืองตรัง ไปไกลถึงปีนังและยุโรป
ก่อนที่ยางพาราจะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของภาคใต้อย่างทุกวันนี้ พริกไทยเคยเป็นสินค้าส่งออกที่สร้างชื่อให้เมืองตรังมาก่อน เรื่องราวของพริกไทยตรังจึงไม่ใช่แค่ประวัติของพืชชนิดหนึ่ง แต่เป็นภาพสะท้อนการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจของทั้งจังหวัด
เมืองตรังในปี 2433 เมื่อพริกไทยเต็มเมือง
เมื่อ พ.ศ. 2433 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสเมืองตรัง และทรงพบว่าสภาพของเมืองตรังในเวลานั้นมีชาวจีนเข้ามาตั้งรกรากทำสวนพริกไทยกันเป็นจำนวนมาก โดยส่งผลผลิตไปขายที่เมืองปีนัง
บันทึกยังกล่าวถึงวิถีชีวิตของคนเมืองตรังยุคนั้นว่าไม่ค่อยนิยมทำนา มักซื้อข้าวจากปีนังมาบริโภคแทน ขณะที่เริ่มมีการทำเหมืองแร่ที่บ้านท่าปราง ภาพนี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจของเมืองตรังในเวลานั้นผูกอยู่กับการค้ากับปีนังอย่างแนบแน่น
พริกไทยและดีบุก สองสินค้าสำคัญของเมืองตรัง
จากบันทึกของพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี ซึ่งถวายรายงานต่อรัชกาลที่ 5 ในช่วง ร.ศ. 107 ถึง ร.ศ. 110 ได้กล่าวถึงสินค้าสำคัญของเมืองตรังไว้สองอย่าง คือพริกไทยและดีบุก
รัชกาลที่ 5 ทรงพัฒนาการทำเหมืองดีบุกและอุดหนุนการทำไร่พริกไทยควบคู่กันไป ทำให้พริกไทยกลายเป็นสินค้าสำคัญที่ส่งออกจากเมืองตรังและเมืองปะเหลียนไปจำหน่ายยังเมืองปีนัง การค้าเส้นทางนี้เองที่ทำให้พริกไทยจากพื้นที่นี้เป็นที่รู้จักในนาม “พริกไทยตรัง” หรือ “Trang Pepper” และไม่ได้หยุดอยู่แค่ปีนัง แต่เป็นที่รู้จักกันทั่วไปไปถึงตลาดยุโรปด้วย
จุดพลิกผัน เมื่อปีนังหยุดรับซื้อ
ความรุ่งเรืองนี้ไม่ได้ยืนยาว ราว ร.ศ. 116 ราคาพริกไทยเริ่มตกต่ำลง และทางเมืองปีนังไม่ใคร่รับซื้อ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรผู้ปลูกพริกไทยในพื้นที่
พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดีจึงส่งเสริมให้ปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน ได้แก่ มะพร้าว หมาก จันทน์เทศ และยางพารา ซึ่งนำพันธุ์มาจากแหลมมลายู
การตัดสินใจครั้งนั้นเปลี่ยนโฉมหน้าเกษตรกรรมของภาคใต้ไปตลอดกาล ประชาชนส่วนใหญ่หันไปปลูกยางพารากันมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นสินค้าสำคัญของจังหวัดตรังและของภาคใต้ในเวลาต่อมา ขณะที่พริกไทยพันธุ์พื้นเมืองถูกลดบทบาทลงจนเกือบเลือนหายไปจากความทรงจำของคนรุ่นหลัง
ร่องรอยที่ไม่เคยหายไปจริง
แม้บทบาททางเศรษฐกิจจะลดลง แต่พริกไทยไม่ได้หายไปจากเมืองตรัง
เมื่อ พ.ศ. 2445 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เสด็จตรวจราชการเมืองตรังในวันที่ 27 พฤษภาคม และมีการบันทึกไว้ในจดหมายเหตุประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ว่าพื้นที่นาตาล่วงและทับเที่ยงยังคงมีพริกไทยอยู่
หลักฐานชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่าพริกไทยตรังยังคงมีการเพาะปลูกต่อเนื่องแม้ในช่วงที่ตลาดซบเซา และลักษณะของพริกไทยตรังสายพันธุ์ดั้งเดิมก็ยังคงพบกระจายอยู่ทั่วไปตามบ้านเก่าแก่โบราณ หรือในสวนที่ลูกหลานยังคงดูแลรักษาไว้
การฟื้นคืนในชื่อ “พริกไทยพันธุ์ปะเหลียน”
ในพื้นที่อำเภอปะเหลียนมีการส่งเสริมการปลูกพริกไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเรียกชื่อตามชื่ออำเภอว่า “พริกไทยพันธุ์ปะเหลียน” ด้วยเจตนาสองอย่างคือเพื่อไม่ให้สายพันธุ์พื้นเมืองสูญหาย และเพื่อขยายพื้นที่ปลูกให้เพิ่มขึ้น
ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลสุโสะ ได้ร่วมกับเกษตรกรในตำบลสุโสะจัดทำแปลงขยายพันธุ์พริกไทยพันธุ์พื้นเมืองขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ปลูกทั้งเป็นไม้ประดับ พืชสวนครัว และเพื่อการค้า
นอกจากนี้ยังมีการรวมกลุ่มในระดับชุมชน เช่น วิสาหกิจชุมชนกลุ่มอนุรักษ์พันธุกรรมพืชประจำถิ่นพริกไทยพันธุ์ปะเหลียน ในตำบลทุ่งยาว อำเภอปะเหลียน ที่ทำหน้าที่เก็บรักษาสายพันธุ์และเพาะขยายต้นพันธุ์ส่งต่อให้เกษตรกรรายอื่น
ผลของความพยายามเหล่านี้ทำให้ปัจจุบันพริกไทยตรังมีการปลูกกระจายอยู่ทั่วทั้งจังหวัด ไม่ได้กระจุกอยู่เฉพาะอำเภอปะเหลียนอีกต่อไป
ลำดับเหตุการณ์สำคัญ
| ช่วงเวลา | เหตุการณ์ | ผลที่ตามมา |
|---|---|---|
| พ.ศ. 2433 | รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสเมืองตรัง พบสวนพริกไทยของชาวจีนจำนวนมาก | ยืนยันว่าพริกไทยเป็นพืชหลักของเมืองตรังมาก่อนยางพารา |
| ร.ศ. 107–110 | พระยารัษฎาฯ ถวายรายงานว่าสินค้าสำคัญของเมืองตรังคือพริกไทยและดีบุก | พริกไทยได้รับการอุดหนุนจากส่วนกลาง |
| ร.ศ. 116 | ราคาพริกไทยตกต่ำ ปีนังลดการรับซื้อ | ส่งเสริมให้ปลูกมะพร้าว หมาก จันทน์เทศ และยางพาราแทน |
| พ.ศ. 2445 | เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เสด็จตรวจราชการเมืองตรัง | บันทึกว่านาตาล่วงและทับเที่ยงยังมีพริกไทยอยู่ |
| 29 ต.ค. 2563 | จังหวัดตรังยื่นคำขอขึ้นทะเบียน GI | ได้รับทะเบียนเลขที่ สช 64100170 มีผลตั้งแต่วันยื่นคำขอ |